วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การดูแลรักษาผ้าไหม-ภูมิปัญญาชาวบ้าน สินค้าOTOP


การดูแลรักษาผ้าไหม     สำหรับผ้าไหมที่ซื้อมาใหม่ ก่อนจะนำผ้าไหมไปตัด ควรจะนำไปแช่น้ำหรืออบไอน้ำก่อน เพื่อให้ผ้าไหมอยู่ตัว 
     
การซักผ้าไหม : การทำความสะอาดผ้าไหมให้ดูใหม่อยู่เสมอ ควรซักด้วยน้ำยาซักแห้ง ชนิดอ่อน ถ้าเป็นน้ำยาซักแห้ง ที่ทำมาสำหรับผ้าไหมโดยเฉพาะ ก็จะดีมาก ไม่แนะนำให้ซัก ผ้าไหมด้วยเครื่องซักผ้า เพราะจะทำให้ผ้าไหมยับมากและ รีดยาก ควรซักผ้าไหม ด้วยมือด้วยความนุ่มนวล และไม่ควรขยี้หรือบิด
ผ้าแรงๆ เพราะจะทำให้ผ้าเสียทรง หากนำผ้าไหมลงน้ำแล้วไม่ควรแช่ใว้นานโดยเฉพาะ ผ้าสีสด เช่น สีม่วง สีชมพูสด สีบานเย็น หลังจากซักเสร็จแล้วควรสลัดผ้าไหมให้คลายตัวและไม่ย่นก่อนนำไปตาก เมื่อผ้าแห้งจะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่ายขึ้น 
     
การตากผ้าไหม : การตากผ้าไหมควรตากในที่ร่ม หรือแดดอ่อนๆ เพื่อป้องกันสีซีดเนื่องจากถูกแดดจัด ก่อนตากควรสลัดให้ผ้าคลายตัวก่อน จะทำให้ง่ายต่อการรีดมากยิ่งขึ้น 
     
การรีดผ้าไหม : หลังจากผสมน้ำยารีดผ้าตามสัดส่วนที่กำหนด(แนะนำให้ใช้น้ำยารีดผ้าไหม โดยเฉพาะ) ให้ฉีดพรมน้ำยาให้ทั่วทั้งตัว สำหรับผ้าไหมทั่วไปให้ใช้ความร้อนตามที่ เตารีด แต่ละยี่ห้อกำหนด แต่สำหรับผ้าไหมพิมพ์ให้ลดความร้อนลงจากปกติประมาณ 1-2 ระดับ 
     
สำหรับผ้าไหมที่ยับมาก : ให้พรมน้ำหรือฉีดน้ำยาหมาดๆ แล้วพับให้เรียบร้อยใส่ถุง พลาสติก นำเข้าช่องแช่แข็งในตู้เย็นประมาณ 10 นาทีแล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดได้เรียบและง่ายกว่าเดิม เนื่องจากใยผ้ามีความชื้นอยู่ภายในอย่างสม่ำเสมอ 

ผ้าไหมแท้ดูอย่างไร 
     
วิธีการดูผ้าไหม: เนื่องจากผ้าไหมไทยเป็นผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ จึงมีวิธีพิสูจน์ที่ง่ายเนื่องจากเส้นใย ธรรมชาติจะมีความแตกต่างจากเส้นใยสังเคราะห์อยู่มาก โดยเฉพาะความโปร่งและความ ละเอียดของโครงสร้างที่เป็นธรรมชาติ รวมทั้งน้ำหนักจะเบากว่าในผ้าปริมาตรเท่าๆ กัน 
     
ขั้นตอนที่ 1 สังเกตโดยรวม ถ้าเป็นไหมเนื้อละเอียดจะทอจากไหมเส้นเล็กซึ่งมีความเงา และอาจมีขี้ไหมหรือปมไหมอยู่บ้างแต่ไม่มากซึ่งเป็นธรรมชาติแท้ๆ ของไหม ส่วนผ้าไหม เนื้อหยาบจะมีความเงาน้อยลงมากแต่มีขี้ไหมอยู่ทั่วทั้งผืน เป็นเอกลักษณ์ แต่ทั้งความเงา และขี้ไหม ในปัจจุบันนี้สามารถเลียนแบบให้ใกล้เคียงกันได้เงาคล้ายกัน มีขี้ไหมคล้ายกันแต่ เรื่องโครงสร้างและความโปร่งใส่สบายยังไม่สามารถเลียนแบบธรรมชาติได้ ขั้นต่อไปจะเป็น วิธีดูที่ละเอียดลงไปอีก 
     
ขั้นตอนที่ 2 หากผ้าไหมที่เราซื้อมามีความเงาและมีขี้ไหมก็ยังไม่สามารถวางใจได้ 100 % เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถใช้เส้นใยสังเคราะห์ ทำให้ใกล้เคียงกันได้ แต่โครงสร้าง ของเส้นใยต่างกัน วิธีพิสูจน์ลำดับต่อไปก็คือ ดึงเส้นไหมจากผ้าทั้งในแนวตั้ง และในแนวนอนเหตุที่ให้ดึงทั้ง 2 แนว เนื่องจากบางครั้งจะมีการปลอมเพียงครึ่งเดียว คือปลอมเฉพาะทาง ทอหรือแนวนอนแต่ทางยืนหรือแนวตั้งจะเป็นเส้นไหมจริง ข้อสังเกตนี้ต้องขอบคุณลูกค้าคน หนึ่งของเราที่นำข่าวมาบอก เนื่องจากไปพบคนนำผ้าไหมมาเร่ขายในราคาที่ถูกมากกว่าปกติ จึงเอะใจและซื้อมาลองทดสอบดูพบว่าเป็นผ้าไหมแท้ แต่เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งเป็นเส้นใย สังเคราะห์ ดังนั้นการทดสอบจึงควรดูทั้ง 2 แนวผ้า เมื่อดึงเส้นด้ายมาแล้วลองจุดไฟเพื่อสังเกต ถ้าเป็นเส้นไหมแท้ ๆเมื่อโดนไฟแล้วจะหดเล็กน้อยแต่ไม่รวมเป็นก้อนเหมือนเส้นใยสังเคราะห์ ตรงนี้จะเป็นจุดแตกต่างที่สำคัญ ลักษณะของเส้นใยสังเคราะห์ที่มีความเงาจะมีส่วนผสมของ พลาสติก จึงหดตัวและมีกลิ่นเหม็นเหมือนพลาสติกไหม้ 
     
ขั้นตอนที่ 3 ให้สังเกตความเปราะของเส้นใยถ้าเป็นผ้าไหมแท้เส้นใยจะเป็นธรรมชาติ มีโครงสร้างที่เล็กเมื่อถูกไฟจะเปราะเมื่อใช้นิ้วขยี้ก็จะแตกเป็นเถ้า ส่วนกลิ่นก็จะไม่เหม็นมากและเป็นกลิ่นธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นไหมสังเคราะห์ จะมีกลิ่นเหมือนพลาสติกไหม้และจะไม่เป็นเถ้าหรือผงแต่จะหดตัวและเป็นก้อนติดกัน เพราะเส้นไยสังเคราะห์จะมีส่วนผสมของพลาสติก ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีสังเกตคร่าว ๆ ในการดูผ้าไหมว่าแท้หรือไม่แท้ สำหรับท่านที่มีประสบการณ์ที่ต่างไปจากนี้สามารถแนะนำเพิ่มเติม เพื่อที่ทางเราจะได้แนะนำต่อ ๆ กันไป 

การตรวจสอบคุณภาพ 
     1. 
ความสม่ำเสมอของสี เราต้องตรวจดูความเรียบร้อยของสีทั้งผืน ให้มีสีที่สม่ำเสมอเป็นที่รับได้ ในกรณีที่เป็นลายริ้วอย่างสม่ำเสมอดูแปลกและเป็นเอกลักษณอย่างนี้จะเป็นที่นิยมส่วนในกรณีที่สีต่างกันอย่างชัดเจน เช่นซีกหนึ่งสีฟ้าส่วนอีกซีกหนึ่งสีต่างออกไปในกรณีนี้จะไม่ผ่านการคัดเลือก ต้องคัดทิ้งออกไป สาเหตุที่ทำให้สีไม่สม่ำเสมอส่วนใหญ่เกิดจากเส้นไหมที่นำมาทอมีการอุ้มสีไม่เสมอกัน ผู้ทอจึง ต้องมีความชำนาญอย่างมากในการเลือกเส้นไหมและกระบวนการในการย้อมสีต้องพิถีพิถันเพราะ เส้นไหมดิบจะไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างได้ชัดนักต่อให้ผ่านการฟอกย้อมสีแล้วก็อาจจะ เห็นได้ไม่ชัดจึงเป็นเรื่องของภูมิความรู้หรือความชำนาญเฉพาะด้านของผู้ทอแต่ละคนในการคัดเลือกวัตถุดิบ และดำเนินกระบวนการต่างๆด้วยความพิถีพิถันและรอบคอบ 
     2. 
ความสม่ำเสมอของลาย ในเรื่องของลายต้องใช้ความละเอียดในการคัดเลือกเพิ่มขึ้นและนานๆ จะมีมาซักครั้งหนึ่งคือ เรื่องขนาดของลายที่ใหญ่เล็กไม่เสมอกัน ที่มองเห็นอย่างชัดเจนและไม่ได้ถูกออกแบบไว้ก่อน คือมีเพียงบางจุดที่ใหญ่หรือเล็กในกรณีนี้จะไม่ผ่านการคัดเลือก ต้องคัดทิ้งออกไป แต่ใน กรณีที่ลายนั้น ๆ มีการออกแบบมาก่อนเป็นลายดั้งเดิม และมีความสม่ำเสมอของลาย ใหญ่เล็ก อย่างสวยงาม ในกรณีนี้เป็นที่ยอมรับได้ เพราะเป็นลายที่มีเอกลักษณ์และต้องใช้ทักษะในการทอ และออกแบบสูงสาเหตที่ทำให้ลายไม่สม่ำเสมอ เกิดจากความบกพร่องในกระบวนการทอ ทำให้ ลายไม่ต่อเนื่อง เช่น เส้นไหมขาดทำให้เกิดการเลื่อนของลายที่มัดย้อมไว้แล้ว 
     3. 
เนื้อผ้า เนื้อผ้าที่จะผ่านการคัดเลือกต้องมีเนื้อแน่นพอสมควรไม่บางหรือหลวมจนเกินไปผ้าไหมจะมี เนื้อผ้าทั้งแบบเรียบ และแบบหยาบ ในแบบเรียบอาจจะมีขี้ไหมอยู่บ้าง ซึ่งเป็นที่รับได้ ส่วนใน แบบหยาบจะมีขี้ไหมอยู่ตลอดทั้งผืน ซึ่งทอจากเส้นไหมบ้านที่มีลักษณะตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบ ในปัจจุบันนี้เป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างสูง และหายากในปัจจุบัน สาเหตุที่เนื้อผ้าหลวม เกิดจากฟันฟืมห่างเพราะเก่าแล้ว หรือผู้ทอทอได้ไม่แน่น 

ไม่มีความคิดเห็น :